วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ทิศทางการบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต

ทิศทางการบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์อารักษ์  ชัยมงคล
อาจารย์ประจำโปรแกรมวิชาการบริหารการศึกษา




                     บทความชิ้นนี้เป็นบทย่อความจากงานแปลเรื่อง “Future Direction in Human  Resource  Development  (HRD)  Practice : Chapter  II)  ของ  Lyle  Yorks  (2005)  และรายงานการบรรยายของ  Professor  Dr. William  Ball  จาก  Michigan  University  เรื่อง  “Oragnizations  and  Management  in  Tommorow’s  World”  ซึ่งสรุปความได้ว่า
                        Lyle  Yorks  กล่าวถึง  การทำนายกลยุทธ์หรือยุทธศาสตร์การบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  (HRD)  ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและทำให้เกิดภาวะเสี่ยงทางธุรกิจ  (Risky  Business)  ตั้งแต่เริ่มต้นศตวรรษที่  21  การจะเข้าสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญได้นั้นคงต้องอาศัยกลยุทธ์การเรียนรู้ซึ่งนำมาจากความรู้สึกของความไม่แน่นอนจากความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงในโลกอนาคตที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา  ฉะนั้น  ผู้เชี่ยวชาญหรือมืออาชีพทางด้านการบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้พยายามจัดเตรียมแบบอย่างที่มีคุณค่าต่อการดำเนินงานขององค์การของเขาและสำคัญที่สุดคอยติดตามและเฝ้าดูผลการทำงานในการประกอบอาชีพของตนอย่างต่อเนื่อง
                        Yorks  ได้อ้างถึงแนวคิดของเชอร์มัค,  ลินแฮมและเราน่า  (Chermack, Lynham  and  Ruona)  ที่กล่าวถึง  แนวโน้มภาวะวิกฤตและความไม่แน่นอนก่อผลกระทบต่อการบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  จากแนวโน้มทางสังคม  เศรษฐกิจและการฝึกฝนให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในปัจจุบันจนเกิดเป็นศักยภาพที่ก่อผลกระทบต่อการบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  โดยอ้างถึงแนวคิดของฮอดจ์สันและชวาสซ์  (Hodson  and  Schwartz)  ที่กล่าวว่า  แนวโน้มการบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอนาคตมีผลกระทบที่ไม่แน่นอนและเป็นภาวะวิกฤตที่รุนแรงเพราะว่าไม่สามารถคาดเดาไว้ล่วงหน้าได้  ซึ่งเชอร์มัคและคณะได้สรุปถึงความไม่แน่นอนที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบการดำเนินงาน  6  ประการคือ
                        1.  การแข่งขันด้านความรู้ความชำนาญและทักษะเฉพาะด้านในระดับสูง  (Competition  for  the Expertise  Elite) 
                        2.  โลกาภิวัฒน์  (Globalization) 
                        3.  สถานที่หรือที่ทำงานในการควบคุมการดำเนินการขององค์การหรือบุคลากร  (Locus  of  Control  Qrganizational  or  Individual) 
                        4.  ความรู้ความสามารถด้านการตลาด  (Marketability  of  Knowledge)
                        5.  ยุคสมัยต่อไป  (Next  Age)  และ
                        6.  ความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  (Technological  Explosion) 
                        ลำดับแรก  2 ประการสำคัญคือ  ความก้าวหน้าของโลกาภิวัฒน์และการเกิดนวัตกรรมใหม่ทางด้านเทคโนโลยี  เราไม่สามารถพยากรณ์หรือคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นและมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างไร  ลำดับถัดมาคือการเข้าถึงตลาดเพราะเราไม่สามารถจำแนกหรือเข้าใจถึงความรู้ต่าง ๆ เหล่านั้นได้อย่างแน่นอน  ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาที่สำคัญ  “เราไม่รู้ว่าความรู้ด้านการบริหารธุรกิจเป็นอย่างไร”  (We  are  not  in  the  Knowledge Management  Business)” 
                        ส่วนผลกระทบลำดับสุดท้าย  3  ประการ  กล่าวคือ  ในยุคสมัยต่อไปความรู้ความสามารถแบบเดิมจะล้าสมัย  พฤติกรรมองค์การจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ความรู้ใหม่  มีความเป็นร่วมสมัยและคนที่มีคุณภาพขององค์การจะมีลักษณะเชาวน์ปัญญาดี  รู้จักการปรับตัวและมีความสามารถในการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว    องค์การจะมีการปรับปรุงโครงสร้างการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงตามกลยุทธ์ด้านโอกาสและเงื่อนไขทางด้านธุรกิจ  การจัดเตรียมคนจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและขยายขอบเขตให้กว้างขวางออกไปเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในอนาคต


                        การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือบ้านซึ่งจะเป็นแหล่งเรียนรู้และการประกอบธุรกิจที่สำคัญที่ทำให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับรากฐานทางสังคมกับความเข้าใจเรื่อง  “ระบบเศรษฐกิจใหม่”  ที่มิใช่เฉพาะความต้องการด้านผลกำไรเหมือนอดีตเพียงเท่านั้น  แต่การดำรงอยู่ในระบบอย่างยาวนานและยั่งยืนก็คือความสามารถในการปรับตัวให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นตัวเร่งให้เกิดความรู้ใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา  ซึ่งอาจจะเรียกให้เหมาะสมที่สุดก็คือ  “ยุคแห่งข้อมูลข่าวสารสนเทศ  (Information  Age)”  หรือ  “ยุคแห่งความรู้  (Knowledge  Age)”  และที่สุดสถานที่สำหรับการประกอบธุรกิจไม่จำเป็นต้องอาศัยสถานที่ที่ใหญ่โตและมีพนักงานจำนวนมากเหมือนในอดีต  นักธุรกิจจะอยู่พื้นที่ใดของโลกก็ได้ขอให้มีเพียงโทรศัพท์เคลื่อนที่และคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คที่สามารถใช้อินเตอร์เน็ทได้ ซึ่งมีลักษณะเป็น  E – Commerce  ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานต้องทำงานร่วมกันในทุกระดับได้ด้วย  นอกจากนี้การระดมความคิดเห็นใช้การประชุมแบบเสมือนจริงที่ผู้เข้าร่วมประชุมอยู่กันคนละสถานที่แต่สามารถร่วมประชุมกันได้โดยอาศัยอุปกรณ์โทรคมนาคม  เช่น โทรทัศน์วงจรปิด  (Virtual Teleconferences) ฯลฯ  หรือจากเครือข่ายพื้นฐานจากห้องคุยกัน (Web – base Chat  Rooms)  โดยอาศัยความเชื่อมั่นในการคัดเลือกเครือข่ายที่มีมาตรฐาน
                        การลดขนาดองค์การและการจัดการให้มีขนาดเล็กลง  (Authoritarian  Control  and  Micromanagement)  จากกระบวนการที่เรียกว่า  Down  Sizing  เป็นการลดขนาดองค์กรให้เล็กลง  ย่นเส้นทางการบังคับบัญชาให้สั้นและรวดเร็วแต่มีประสิทธิภาพประเภท  “จิ๋วแต่แจ๋ว” 
                        และได้นำเสนอความคิดของเบนสัน,  จอห์นสันและคูชิงเก้  (Benson, Johnson  and  Kuchinke)  จำแนกการบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็น  3  ลักษณะที่มีผลกระทบต่อการเป็นเจ้าของกิจการในยุคที่เปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิตอลมากยิ่งขึ้น  ซึ่งประกอบด้วย
                        1.  ขอบเขตการวิเคราะห์ความต้องการและการออกแบบโปรแกรม  (The  Scope  of  needs  Analysis  and  the  Design  of  Programs) 
                        2.  ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฝึกอบรมหรือผู้ให้การศึกษากับผู้เรียนในกระบวนการเรียนรู้  (The  Relationship  between  Trainers/Educator  and  Learners  in  the  Learning  Process) 
                        3.  โอกาสในการปรับปรุงให้ดีขึ้นสำหรับการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ  (Enhanced opportunities  for  Informal  Learning) 
                        ผู้เชี่ยวชาญหรือมืออาชีพด้านการบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ประเมินการออกแบบโปรแกรมการเรียนรู้เป็น  2  แนวทาง  คือ  ทักษะทางด้านเทคโนโลยีของผู้เรียนและระดับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและได้นำความคิดของลี,  โอเวนและเบนสัน  (Lee, Owen  and  Benson) ที่สรุปว่า  การออกแบบอะไรนั้นควรได้พิจารณาถึงการเรียนรู้และระบบที่ดีที่สุดที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโปรแกรม  การออกแบบต้องอาศัยข้อมูลจากภายนอกและระดับ          ของผู้สอนกับเทคนิคของผู้เรียนประกอบกันเพื่อตอบสนองความต้องการด้านความสำเร็จของระบบ  การพิจารณาถึงความจำเป็น  2  ประการ  คือ  ทฤษฎีการเรียนรู้  (Learning  Theory)  และความสามารถทางด้านเทคโนโลยี (Abliity  of  Technology)  โดยเฉพาะด้านการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีอิเลคทรอนิกส์  (E – learning  Technology)  ซึ่งมีลักษณะเป็นคนที่มีทักษะใหม่  ผู้เชี่ยวชาญหรือมืออาชีพทางด้านการบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทั้งหลายเชื่อว่าแนวโน้มจะมีผู้สมัครเรียนเทคโนโลยีเหล่านี้จนเกิดความรู้ความสามารถและมีความชำนาญที่มีศักยภาพเป็นจำนวนมากยิ่งขึ้น  ซึ่งบทสรุปจากบทความของ  Lee  กล่าวเพิ่มเติมว่า  ผู้เรียนกับเทคโนโลยีจะเป็นเพื่อนคู่ขากันอย่างต่อเนื่อง  โดยผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีจะค่อย ๆ ทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเชี่ยวชาญในโอกาสต่อไป  ฉะนั้น  งานด้านการบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มากขึ้นทุกที่ในเครือข่ายการเรียนรู้พื้นฐานรวมทั้งโครงการที่มีความสลับซับซ้อนสำหรับทักษะระดับการจัดการและบูรณาการร่วมกับเนื้อหาความรู้ที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะ  ผู้ออกแบบการสอนหรือผู้แนะนำรวมถึงผู้เชี่ยวชาญทางด้านการผลิตสื่อการเรียนรู้เหล่านั้นด้วย
                        นอกจากนั้น  Lee  ยังมีความเชื่อว่ารายละเอียดต่าง ๆ ในการเรียนรู้จะทำให้การทำงานเกิดทักษะและง่ายขึ้นเมื่อมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบตัวต่อตัว  แม้แต่ปัญหาจากความคิดเห็นที่ขัดแย้งยิ่งทำให้เกิดความสามารถเฉพาะตัวหรือเฉพาะกลุ่มซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบที่ต้องอาศัยกระบวนการผสมผสานเทคนิควิธีและปัจจัยประกอบอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอ
                        เบนสันและคณะ.  (Benson  et  al.)  เสนอข้อสังเกต  “ศักยภาพที่สมบูรณ์ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกสามารถสนับสนุนการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ”  สอดคล้องกับความคิดของเดนเนนและหวัง  (Dennen  and  Wang)  ได้สรุปแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไว้ว่า  เราสามารถช่วยเหลือหรือสนับสนุนโอกาสหรือวิธีการเข้าถึงเครือข่ายคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นทางเทคโนโลยี  ซึ่งประกอบด้วยลักษณะ  2  ประการคือ 
                        1.  การเรียนรู้ในการพิจารณาการจัดการที่มีประสิทธิภาพ (Learning  how  to  Eonduct  Efficien  Searchs)  และ
                        2.  การเรียนรู้ในการเข้าร่วมหรือก่อตั้งเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย  (Learning  how  to  Establish  the Validity  of  what  they  Aecess)
                        การบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ขององค์การใดที่มีความสามารถในการจัดการองค์ความรู้  (Knowledge  Management)  ถึงแม้ว่าจะมีประสบการณ์ด้านความรู้ความสามารถที่ขัดแย้งกันภายในสนามแข่งขันระหว่างการบริหารการพัฒนาทรัพยากรกับเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารสารสนเทศ  (Human Resource Development  and Information Technology/HRD and IT)  องค์การใดจะครอบคลุมขอบเขตหรืออาณาจักรการจัดการองค์ความรู้ได้มากกว่ากัน  ในความเป็นจริงถ้าทั้งสองฝ่ายร่วมกันคิดร่วมกันทำจะมีส่วนช่วยให้ทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการได้รับการสนับสนุนและเกิดศักยภาพในความร่วมมือให้บรรลุจุดมุ่งหมายตามที่ตกลงกันไว้ได้
                        ถึงแม้ว่าไม่สามารถพิสูจน์ได้ถึงความจริงใจของแต่ละฝ่าย  แต่กระแสแห่งแฟชั่นในโลกปัจจุบันก็พยายามบีบบังคับให้เกิดการเรียนรู้ช่องว่างระหว่างกลางแห่งองค์ความรู้เหล่านั้นไม่ว่าจะใช้วิธีการประนีประนอมหรือผสมผสานการใช้ประโยชน์กับเทคโนโลยี  ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหรือมืออาชีพด้านการบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สามารถทำให้เกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นและช่วยประสานความร่วมมือร่วมใจตามทักษะที่กำหนดไว้ตามเกณฑ์ขั้นพื้นฐานเพื่อจะได้นำเข้าสู่โปรแกรมการเรียนรู้ที่ได้เลือกสรรไว้อย่างเหมาะสม
                        โลกาภิวัฒน์สามารถให้ทางเลือกแก่กิจการแต่ละองค์การในการจะเลือกเข้าสู่กระแสโลกาภิวัฒน์หรือไม่  อย่างไรก็ดีโปรแกรมการฝึกอบรมทั้งหลายของแต่ละองค์การสามารถก่อประโยชน์จากเอกสาร  ตำราหรือหนังสือ  รวมทั้งสื่อมวลชนที่หลากหลาย  เช่น  โทรทัศน์  วิทยุและหนังสือพิมพ์  ฯลฯ  (Text  Multimedia)  ครอว์ฟอร์ด  เบอเวอริดจ์  (Crawford Beveridge)  ประธานกรรมการบริหารด้านทรัพยากรมนุษย์ของซันไมโครซิสเท็มส์  (Sun  Microsystems)  เน้นความคิดในการก่อตั้งสถาบันสำหรับการเรียนรู้ของทีมงานในหลายประเทศเพราะตระหนักถึงความหมายและความสำคัญต่อความท้าทายและการแข่งขันด้านการบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
                        ความแตกต่างระหว่างกลุ่มพลังและกลุ่มพลวัตรใหม่กับกลุ่มประเพณีวัฒนธรรมแบบเก่า ๆ จะให้ความสำคัญกับการพิจารณาไตร่ตรองเพื่อการออกแบบการเรียนรู้ในสภาพสิ่งแวดล้อมที่หลากหลายซึ่งเปรียบเทียบระหว่างองค์การแบบใหม่ของสหรัฐอเมริกากับแบบวัฒนธรรมเก่าของเกาหลีใต้  เป็นประเด็นสำคัญทำให้เกิด  Kim’s  Point  ซึ่ง  คิม  (Kim)  กล่าวว่า  ถึงแม้นวัตกรรมใหม่ขององค์การจะกำหนดสถานที่ที่มีความพิเศษเฉพาะสามารถเคลื่อนไหวได้ทั่วไปเพื่อตอบสนองการทำงานของยุคโลกาภิวัฒน์  ผู้เชี่ยวชาญหรือมืออาชีพด้านการบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เน้นถึงความร่วมมือในการเรียนรู้พฤติกรรมที่ผูกติดกับวัฒนธรรมที่ปรากฏให้เห็นในที่นี้ได้อธิบายถึง  “บทบาทความรับผิดชอบและการเปลี่ยนแปลง”  (Responsibility  and  Changes)”  ซึ่งประกอบด้วยประเด็นต่าง ๆ  12  ประการ  คือ
                        1.  การสร้างความร่วมมือระหว่างงานวิจัยกับแบบแผนการปฏิบัติ  (Creating  Synergy  between  Research  and  Practice) 
                        2.  การพัฒนาเทคโนโลยีระดับสูงขึ้นทำให้การเรียนรู้เกี่ยวกับคนและสังคมหายไป  (Leveraging  Technology  without  Losing  the  Human  and  Social  Compoment  of  Learning) 
                        3.  การสร้างความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว  (Striking  a  Balance  between  and  Personal  Life)
                        4.  ความตั้งใจที่จะนำความคิดสร้างสรรค์ให้ที่ทำงานมีความเมตตากรุณาความเอื้ออาทรต่อกัน  (Striving  Toward  the  Creation  of  Humane  Workplace) 
                        5.  ยอมรับทุนทางปัญญามีความสำคัญที่สุดรวมทั้งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในระดับล่างขององค์การ (Acknowlegding Intellectual Capital as Lifeblood or Truebottom Line of  Organizations)
                        6.  การพัฒนาที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม  (Developing  Social  Responsibility) 
                        7.  ความร่วมมือหรือการเป็นหุ้นส่วนในบทบาทการศึกษาภาวะการเปลี่ยนแปลง  (Part  nering  in  the  Changing  Role  of  Education)
                        8.  การพัฒนาการทำงานร่วมกันในลักษณะหุ้นส่วนทั้งภายในและภายนอกองค์การ  (Developing  Collaborative  Partnerships  Bothinside  and  Outside  the  Organization)
                        9.  การเข้าร่วมรับรู้โลกาภิวัฒน์  (Embracing  Globalization)
                        10.  ความหลากหลายทางวัฒนธรรม  (Multiculturalism)
                        11.  การจัดการองค์ความรู้และการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ  (Managing  Knowledge  and  Learning  Effectively)
                        12.  สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต  (Fostering  Lifelong  Learning)

บทสรุป
                        ตลอดช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง  การบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นกระบวนการเพื่อการเตรียมตัวเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อความมั่นคงในระบบสังคมและเศรษฐกิจที่มีพลังอันเข้มแข็งโดยเฉพาะเทคโนโลยีและโลกาภิวัฒน์จะเป็นพลังขับเคลื่อนต่อความเปลี่ยนแปลงที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาผู้เชี่ยวชาญหรือมืออาชีพด้านการบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มีสิ่งที่ท้าทายอย่างต่อเนื่องต่อความมีคุณค่าต่อผู้คนที่อยู่ร่วมกันในสังคมและโดยเฉพาะผู้ปฏิบัติงานด้านการบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  “การพัฒนาองค์การสู่องค์การแห่งการเรียนรู้”  เพื่อจะชนะในการแข่งขันซึ่งประกอบด้วย 2  แนวทาง  คือ  การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง  (Continuos  Improvement)  และการปรับเปลี่ยนสู่องค์กรอัจฉริยะหรือองค์การแห่งการเรียนรู้  การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในศตวรรษที่  21  จึงเป็นการพัฒนาแบบบูรณาการ  (Integration  Development) 
 
 ความคิดเห็นของผู้แปล
                จากการแปลและศึกษาเนื้อหาความรู้สรุปได้ว่า  อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนมีประเด็นที่อาจจะก่อผลกระทบมากมายโดยเฉพาะการบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  (HRD)  ดังที่  Lyle  Yorks  ได้นำเสนอความคิดของ  Chermack  และคณะ  6  ประการ  Benson  และคณะของประเด็นบทบาท  HRD  ที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น  Denen  และ  Wang  เสนอความคิดสนับสนุนการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ  และ  Kim  พยายามนำปัจจัยขั้นพื้นฐานในการดำรงอยู่ในองค์การอย่างเหมาะสมกับกาลเวลาและความเรียบง่ายด้วย  Kim’s  point  12  ประการ  เมื่อหลอมความรู้ทั้งหมดพอสรุปได้เป็นประเด็นสำคัญคือเมื่อกระแสโลกได้เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงและรวดเร็ว  องค์การทุกองค์การจะปรับตัวเองให้สอดคล้องและเคลื่อนไหวตามอย่างเหมาะสมเพื่อให้กิจการของตนดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนโดยเฉพาะกระบวนการ  HRD  เป็นตัวขับเคลื่อนอย่างสำคัญโดยอาศัยความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เป็นตัวเร่งที่มีพลวัตรในตัวมันเองแต่ก็ต้องไม่พยายามลืมคุณค่าความเป็นมนุษย์โดยเฉพาะเพื่อนร่วมงานในองค์การ  แนวโน้มในอนาคตก็จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่หยุดนิ่งจนไม่สามารถจะกำหนดหรือบอกว่าแบบอย่างที่เหมาะสมในการบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อะไรที่ดีที่สุดจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปตามสภาพองค์ประกอบของแต่ละองค์การไม่ว่าจะเป็น  คน  เทคโนโลยีและเป้าหมายในการดำเนินงานขององค์การสอดคล้องกับแนวความคิดของศาสตราจารย์  ดร.                วิลเลี่ยม  บอลล์  (Prof.  Dr. William  Ball)  จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน  ประเทศสหรัฐอเมริกา  ซึ่งมาบรรยายที่มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา  จังหวัดนครสวรรค์  เมื่อวันที่  23  กรกฎาคม  2549  ในหัวข้อเรื่อง  “Organizations  and  Management  in  Tomorow’s World”  ซึ่ง  อารักษ์  ชัยมงคล (2549 : 2-3) ได้สรุปความไว้ว่า  การเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบันคือยุคโลกาภิวัฒน์  (Globalization)  เป็นกระบวนการที่แตกต่างจากยุคอดีตอย่างสิ้นเชิง  จนยากที่จะพยากรณ์ได้ว่าการบริหารองค์การและการจัดการ  (Organizations  and  Management)  ในอนาคตจะมีรูปลักษณ์และแบบอย่างอย่างไรองค์ความรู้และทฤษฎีทางการบริหารเก่า ๆ  อาทิ  POCCOC, POSDCORB, PPBS  หรือแม้แต่ MBO   จะเป็นเพียงหลักฐานทางวิชาการที่อยู่ในตำราเรียนว่ายุคสมัยหนึ่งทฤษฎีต่าง ๆ   เหล่านี้ได้มีผลต่อการบริหารองค์การที่ได้รับการยอมรับ  รวมไปถึงแนวคิดในการบริหารแบบต่าง ๆ  ในยุคที่ผ่านมา ได้แก่   แบบวิทยาศาสตร์  (Scientific  Management)   ตามแนวคิดของ   Frederick  W. Taylor,  Max Weber, Gulick & Urwick และ Frank Gilbreth   แบบมนุษยนิยม  (Humanistic)  ของ Lilian M. Gilbreth, Henry Fayol และ Mary Parker Follet  ซึ่งให้ความสำคัญเรื่องคนในองค์การมากขึ้นจนมาถึง   Chester I. Barnard   บิดาแห่งองค์การแบบไม่เป็นทางการ  (Informal- Organization Theory)  อธิบายถึง  ความสัมพันธ์องค์การแบบไม่เป็นทางการที่แฝงตัวและมีอิทธิพลต่อองค์การแบบเป็นทางการ    จนเข้าสู่แบบมนุษยสัมพันธ์    (Human  Relations)     และแบบทรัพยากรมนุษย์  (Human Resources)   ประกอบด้วยนักคิดที่มีชื่อเสียง   อาทิเช่น   Elton Mayo, Fritz   Roethlisberger and others  (Hawthorn Study)     ช่วงปี  ค.ศ.  1924 -1933  ซึ่งเน้นการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ในองค์การ     ต่อมาแนวคิดเรื่องทฤษฎีความต้องการของมนุษย์ของ Abraham H.Maslow ที่กล่าวถึงความต้องการในระดับต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อการทำงานในองค์การและทฤษฎี   X – Y  ของ Douglas Mcgregor ที่แบ่งแยกพฤติกรรมมนุษย์เป็น  2  กลุ่มซึ่งมามีบทบาทมากในประเทศญี่ปุ่นและประสบความสำเร็จในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศจนสามารถเทคโอเวอร์บริษัทอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์และ     อื่น ๆ ของอเมริกา ในช่วงยุค ค.ศ. 1980  เป็นต้น
                จนมาถึงเมื่อประมาณ   20 -25 ปีที่ผ่านมา   โลกได้เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงจากคลื่นลูกที่  2 การผลิตในกระบวนการอุตสาหกรรมเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร  (Information  Technology)  หรือยุคหลังสมัยใหม่  (Post – modernism)  โลกทั้งโลกแคบลงด้วยการเชื่อมโยงระบบเครือข่ายอินเตอร์เนต   หรือเรียกว่า  ยุคโลกาภิวัฒน์  (Globalization)    เป็นการบริหารจัดการฐานข้อมูล  (Management  of Database)   องค์การใดมีระบบการจัดการฐานข้อมูลได้ดี   และสามารถรวบรวมข้อมูลไว้ได้มากจะเป็นผู้ได้เปรียบ   ดังเช่น  ธุรกิจของไมโครซอพท์ได้สร้างปรากฏการณ์ในการบริหารจัดการรูปแบบใหม่จนทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็วครอบครองอาณาจักรทั่วโลก    อันเป็นกระบวนการที่เรียกว่า  American Way   ทำให้ธุรกิจของอเมริกาที่เคยล้าหลังและทรุดโทรม   กลับมาเติบโตและแซงหน้าประเทศญี่ปุ่นได้  ในขณะที่ญี่ปุ่นเริ่มประสบปัญหาอย่างมากมายด้วยคงรักษาวัฒนธรรมองค์การที่เคยประสบความสำเร็จในอดีตและไม่พยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบองค์การและการจัดการ  จนเมื่อ  5  ปีที่ผ่านมาประเทศไทยและมาเลเซียได้ขับเคลื่อนแนวคิดของ   Information  Technology   เข้าสู่ประเทศ  ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนแนวทางในการพัฒนาประเทศใหม่   และมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว  มีศักยภาพในการแข่งขันระดับโลกได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะเหนือกว่ากลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน เช่น  ลาว  เขมร  เวียดนาม  พม่าและแม้แต่เกาหลีเหนือ
                การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management) ในยุคข้อมูลข่าวสารเป็นปัจจัยสำคัญสูงสุด ประกอบด้วยการพัฒนาแบบบูรณาการ โดยแบ่งระดับบุคคลออกเป็น 3  ระดับด้วยกันคือ  ระดับบุคคล   (Individual Level) ระดับทีมหรือกลุ่มงาน  (Team or Group or Department Level)  และระดับองค์การ (Corporate Level)  โดยเน้นโครงสร้างองค์การแบบแบนราบ (Flat Organization)   มิติในการพัฒนามนุษย์เป็น  3  มิติคือ  พัฒนาโดยการใช้การศึกษาและการฝึกอบรม  มิติการพัฒนาอาชีพ (Career Development)   คือการพัฒนาให้เป็นมืออาชีพที่จะตอบสนององค์การและการจัดการได้   เช่น   รู้จักการประเมินตนเพื่อศึกษาว่าตนเองมีความสามารถ    มีบุคลิกภาพและแรงจูงใจในอาชีพแบบใด  รวมถึงการเป็นนักบริหารมืออาชีพที่มีทักษะในการจัดการเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ   การสรรหาและการคัดเลือก   การพัฒนา  การประเมินผลและการสร้างทายาททดแทน   และมิติสุดท้ายคือ  การพัฒนาองค์การ (Organization Development)  คือปรับเปลี่ยนไปสู่ “องค์การแห่งการเรียนรู้” (Learning  Organization)   เพื่อชนะในการแข่งขันซึ่งประกอบด้วย  2  แนวทาง   คือ   การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง  (Continuous Improvement) เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น การทำ TQM (Total Quality Management) หรือกลยุทธ์การแข่งขันเวลา   และการปรับเปลี่ยนเป็นองค์การอัจฉริยะ   หรือองค์การแห่งการเรียนรู้  การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในศตวรรษที่   21 จึงเป็นการพัฒนาแบบบูรณาการ  (Integration  Development)   ซึ่งประกอบด้วย
                                1.  เข้าใจเรื่องราวของธุรกิจในด้านวิสัยทัศน์   กลยุทธ์  โครงสร้างองค์การ  รูปแบบใหม่และวัดผลสำเร็จเชิงกลยุทธ์
                                2.  เข้าใจมิติการบริหารและพัฒนาคนที่ครอบคลุมทั้งเรื่องการพัฒนารายบุคคล  การพัฒนาอาชีพและการพัฒนาองค์การ
                                3.   เข้าใจถึงระดับของการพัฒนาองค์การในรูปแบบใหม่ทั้ง  3  ระดับ  คือ  ระดับบุคคล  ระดับทีมงานและระดับองค์การ บนพื้นฐานการแข่งขันหลากหลายรูปแบบและวิธีการ
                องค์การในอนาคตไม่จำเป็นต้องมีสถานที่ที่แน่นอนหรือขนาดที่ใหญ่โต   สามารถเคลื่อนที่ได้ตลอดเวลาตามผู้ให้บริการหรือการให้บริการถึงสถานที่ของผู้รับโดยอาศัยเพียงโทรศัพท์เคลื่อนที่  และคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คที่ใช้อินเตอร์เนตได้มีลักษณะเป็น E – commerce  องค์การจะมีบุคลากรไม่มากนัก   ผู้บริหารจะต้องเป็นผู้ปฏิบัติงานและทำงานร่วมกับผู้ร่วมงานในทุกระดับได้ด้วย
                ในทัศนะของผู้ศึกษาเห็นว่า  แนวคิดของ   Professor Ball   เหมาะสมกับองค์การภาคธุรกิจเป็นสำคัญและต้องให้เวลากับการเปลี่ยนแปลงในภาครัฐ  แต่น่าจะเป็นปัญหาสำหรับภาคประชาชน   กล่าวคือ  เมื่อองค์การธุรกิจเข้มแข็งย่อมมีส่วนกระตุ้นและเร่งเร้าให้ภาคประชาชนตอบสนองคือการบริโภคและเป็นการบริโภคที่เกินภาวะจำเป็นต่อการดำรงชีวิต   ทำให้เกิดการสูญ เสียทรัพยากร    และกระบวนการผลิตต้องเพิ่มขึ้น     ถึงแม้จะทำให้องค์การธุรกิจเติบโตและร่ำรวยขณะที่ภาคประชาชนจะยากจนลง   เพราะไม่สามารถหารายได้เพียงพอต่อความต้องการการบริโภคยิ่งในประเทศไทยเห็นได้ชัดยิ่งว่าประชาชนส่วนใหญ่ขาดศักยภาพในการเพิ่มรายได้  จากกรณีตัวอย่างกองทุนหมู่บ้าน     เมื่อรัฐมีนโยบายกระจายทุนสู่ภาคชนบทระดับรากหญ้าเพื่อให้ประชาชนมีทุนนำไปลงทุนเพิ่มผลผลิตและแก้ปัญหาหนี้  กลับกลายเป็นการเพิ่มภาระหนี้ให้มากขึ้น  ทำให้ขาดความสุขในการดำรงชีวิต   เมื่อเปรียบเทียบการบริหารจัดการตามแนวพระราชดำริ  เศรษฐกิจพอเพียง   น่าจะเป็นแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ภาคประชาชนให้พอมีอยู่มีกินและมีความสุขในชีวิตได้มากกว่า  ซึ่งแนวโน้มในอนาคตคาดว่า  ภาครัฐและธุรกิจเอกชนคงให้ความสนใจมากขึ้นเพราะจะทำให้สมาชิกในองค์การร่วมกันทำงานอย่างมีความสุขมากขึ้นกว่าเดิม  เพราะไม่ต้องกังวลกับการแข่งขันจนเกินไป  เติบโตและมีการพัฒนาแบบยั่งยืน (Sustainable Development) เหมือนกับหลายประเทศที่สนใจแนวพระราชดำริและนำไปปรับใช้ในประเทศของเขา
ฉะนั้น   โลกอนาคต   จะเป็นโลกแห่งการแข่งขันกันด้วยนวัตกรรม  (Innovation)  เป็นปัจจัยหลักเพื่อขับเคลื่อนความกินดีอยู่ดีของคนในสังคม    การแข่งขันและความร่วมมือระหว่างชุมชนและประเทศอื่น ๆ   ไม่ใช่แข่งขันเพื่อความต้องการในการสะสมปัจจัย  (Factor Accumulation)   เช่น  ทรัพยากรธรรมชาติ   ทุนหรือแรงงานเป็นปัจจัยหลักเหมือนอดีตที่ผ่านมา
                การสร้างนวัตกรรมต้องอาศัยความรู้และกิจกรรมที่จะสร้างความมั่งคั่งจากความรู้นั้น   ยิ่งใช้มากยิ่งมีแต่ความเจริญงอกงามดังคำกล่าวที่ว่า  “ยิ่งใช้  ยิ่งงอกงาม” แต่ความมั่งคั่งจากทรัพยากรธรรมชาติ   ทุนและแรงงาน  ยิ่งใช้ยิ่งหมดไป  การพัฒนาแนวทางแรกจึงเป็นการพัฒนาแบบยั่งยืน  ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจแบบพอเพียงคือใช้ทรัพยากรธรรมชาติ  ทุนและแรงงานอย่างพอเหมาะพอควร  โดยเน้นการใช้ภูมิปัญญา  ประสบการณ์และการรู้จักกินรู้จักใช้เหมาะแก่ฐานะ    ซึ่งแตกต่างกับแนวทางหลังที่เป็นแบบไม่ยั่งยืน   นั่นคือจะได้รับประโยชน์เฉพาะบุคคล    เฉพาะกลุ่มเฉพาะยุคสมัยได้แก่ผู้ที่สะสมทรัพยากรและทุนไว้มากก็จะได้เปรียบแต่จะทำให้เกิดผลกระทบระยะยาวในอนาคต              
                  สรุปได้ว่า  โลกยุคปัจจุบันเป็นโลกยุคสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ ( Knowledge Based Society and Economy)  ทุกสังคมจะต้องมีความสามารถในการนำความรู้มาสร้างนวัตกรรม   สำหรับเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาสังคม  ประเทศและโลก  ความรู้และนวัตกรรมที่สร้างขึ้นนั้น  จะต้องก่อประโยชน์ต่อสังคมและส่วนต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างหลากหลายอย่างทั่วถึงและเปลี่ยนแปลงทั้งเศรษฐกิจเพื่อการแข่งขันและเศรษฐกิจพอเพียงอย่างสมดุล   สังคมไทยจึงต้องเตรียมตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรู้เท่าทันและสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของทั้งสังคม  (Paradigm Shift หรือ Mindset Change)   สังคมไทยจึงจะอยู่รอดได้จากสภาพบีบคั้นจากสภาพแวดล้อมรอบด้าน   โดยเฉพาะสภาพบีบคั้นจากกระแสโลกาภิวัฒน์นั่นเอง 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น